วันจันทร์, 20 สิงหาคม 2561
ปีที่ 30 ฉบับที่ 1 มกราคม-เมษายน 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 1 มกราคม-เมษายน 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 1 มกราคม-เมษายน 2557
ปีที่ 30 ฉบับที่ 2 ปีที่ 29 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2558 ปีที่ 28 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2557
ปีที่ 30 ฉบับที่ 3 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3 กันยายน-ธันวาคม 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 3 กันยายน-ธันวาคม 2557
ปีที่ 27 ฉบับที่ 1 มกราคม-เมษายน 2556 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1 มกราคม-เมษายน 2555 ปีที่ 25 ฉบับที่ 1 มกราคม-เมษายน 2554
ปีที่ 27 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2556 ปีที่ 26 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2555 ปีที่ 25 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2554
ปีที่ 27 ฉบับที่ 3 กันยายน-ธันวาคม 2556 ปีที่ 26 ฉบับที่ 3 กันยายน-ธันวาคม 2555 ปีที่ 25 ฉบับที่ 3 กันยายน-ธันวาคม 2554
ปีที่ 24 ฉบับที่ 1 มกราคม-เมษายน 2553 ปีที่ 23 ฉบับที่ 1 มกราคม-เมษายน 2552 ปีที่ 22 ฉบับที่ 1 มกราคม-เมษายน 2551
ปีที่ 24 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2553 ปีที่ 23 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2552 ปีที่ 22 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2551
ปีที่ 24 ฉบับที่ 3 กันยายน-ธันวาคม 2553 ปีที่ 23 ฉบับที่ 3 กันยายน-ธันวาคม 2552 ปีที่ 22 ฉบับที่ 3 กันยายน-ธันวาคม 2551
ปีที่ 21 ฉบับที่ 1 มกราคม-เมษายน 2550 ปีที่ 20 ฉบับที่ 1 มกราคม-เมษายน 2549 ปีที่ 19 ฉบับที่ 1 มกราคม-เมษายน 2548
ปีที่ 21 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2550 ปีที่ 20 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2549 ปีที่ 19 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2548
ปีที่ 21 ฉบับที่ 3 กันยายน-ธันวาคม 2550 ปีที่ 20 ฉบับที่ 3 กันยายน-ธันวาคม 2549 ปีที่ 19 ฉบับที่ 3 กันยายน-ธันวาคม 2548
ปีที่ 18 ฉบับที่ 1 มกราคม-เมษายน 2547 ปีที่ 17 ฉบับที่ 1 มกราคม-เมษายน 2546 ปีที่ 16 ฉบับที่ 1 มกราคม-เมษายน 2545
ปีที่ 18 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2547 ปีที่ 17 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2546 ปีที่ 16 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2545
ปีที่ 18 ฉบับที่ 3 กันยายน-ธันวาคม 2547 ปีที่ 17 ฉบับที่ 3 กันยายน-ธันวาคม 2546 ปีที่ 16 ฉบับที่ 3 กันยายน-ธันวาคม 2545
ปีที่ 15 ฉบับที่ 1 มกราคม-เมษายน 2544 ปีที่ 14 ฉบับที่ 1 มกราคม-เมษายน 2543 ปีที่ 13 ฉบับที่ 1 มกราคม-เมษายน 2542
ปีที่ 15 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2544 ปีที่ 14 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2543 ปีที่ 13 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2542
ปีที่ 15 ฉบับที่ 3 กันยายน-ธันวาคม 2544 ปีที่ 14 ฉบับที่ 3 กันยายน-ธันวาคม 2543 ปีที่ 13 ฉบับที่ 3 กันยายน-ธันวาคม 2542
ปีที่ 12 ฉบับที่ 1 มกราคม-เมษายน 2541 ปีที่ 11 ฉบับที่ 1 มกราคม-เมษายน 2540 ปีที่ 10 ฉบับที่ 1 มกราคม-เมษายน 2539
ปีที่ 12 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2541 ปีที่ 11 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2540 ปีที่ 10 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2539
ปีที่ 12 ฉบับที่ 3 กันยายน-ธันวาคม 2541 ปีที่ 11 ฉบับที่ 3 กันยายน-ธันวาคม 2540 ปีที่ 10 ฉบับที่ 3 กันยายน-ธันวาคม 2539
ปีที่ 9  ฉบับที่ 1 มกราคม-เมษายน 2538 ปีที่ 8 ฉบับที่ 1 มกราคม-เมษายน 2537 ปีที่ 7 ฉบับที่ 1 มกราคม-เมษายน 2536
ปีที่ 9  ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2538 ปีที่ 8 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2537 ปีที่ 7 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2536
ปีที่ 9  ฉบับที่ 3 กันยายน-ธันวาคม 2538 ปีที่ 8 ฉบับที่ 3 กันยายน-ธันวาคม 2537 ปีที่ 7 ฉบับที่ 3 กันยายน-ธันวาคม 2536
ปีที่ 6 ฉบับที่ 1 มกราคม-เมษายน 2535 ปีที่ 5 ฉบับที่ 1 มกราคม-มีนาคม 2534 ปีที่ 4  ฉบับที่ 1 มกราคม-มีนาคม 2533
ปีที่ 6 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2535 ปีที่ 5 ฉบับที่ 2 เมษายน-มิถุนายน 2534 ปีที่ 4  ฉบับที่ 2 เมษายน-มิถุนายน 2533
ปีที่ 6 ฉบับที่ 3 กันยายน-ธันวาคม 2535 ปีที่ 5 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม-กันยายน 2534 ปีที่ 4  ฉบับที่ 3 กรกฎาคม-กันยายน 2533
  ปีที่ 5 ฉบับที่ 4 ตุลาคม-ธันวาคม 2534 ปีที่ 4  ฉบับที่ 4 ตุลาคม-ธันวาคม 2533
ปีที่ 3  ฉบับที่ 1 มกราคม-มีนาคม 2532 ปีที่ 2  ฉบับที่ 1 มกราคม-มีนาคม 2531 ปีที่ 1  ฉบับที่ 1 มกราคม-มีนาคม 2530
ปีที่ 3  ฉบับที่ 2 เมษายน-มิถุนายน 2532 ปีที่ 2  ฉบับที่ 2 เมษายน-มิถุนายน 2531 ปีที่ 1  ฉบับที่ 2 เมษายน-มิถุนายน 2530
ปีที่ 3  ฉบับที่ 3 กรกฎาคม-กันยายน 2532 ปีที่ 2  ฉบับที่ 3 กรกฎาคม-กันยายน 2531 ปีที่ 1  ฉบับที่ 3 กรกฎาคม-กันยายน 2530
ปีที่ 3  ฉบับที่ 4 ตุลาคม-ธันวาคม 2532 ปีที่ 2  ฉบับที่ 4 ตุลาคม-ธันวาคม 2531 ปีที่ 1  ฉบับที่ 4 ตุลาคม-ธันวาคม 2530

 

 

 

เดือน มกราคม 2559 เดือน มกราคม 2558 เดือน พฤษภาคม 2557
เดือน กุมภาพันธ์ 2559 เดือน กุมภาพันธ์ 2558 เดือน มิถุนายน 2557
เดือน มีนาคม 2559 เดือน มีนาคม 2558 เดือน กรกฎาคม 2557
เดือน เมษายน 2559
เดือน เมษายน 2558 เดือน สิงหาคม 2557
เดือน พฤษภาคม 2559 เดือน พฤษภาคม 2558 เดือน กันยายน 2557
เดือน มิถุนายน 2559
เดือน มิถุนายน 2558 เดือน ตุลาคม 2557
เดือน กรกฎาคม 2559
เดือน กรกฎาคม 2558 เดือน พฤศจิกายน 2557
เดือน สิงหาคม 2559
เดือน สิงหาคม 2558 เดือน ธันวาคม 2557
เดือน กันยายน 2559
เดือน กันยายน 2558
เดือน ตุลาคม 2559
เดือน ตุลาคม 2558
เดือน พฤศจิกายน 2559
เดือน พฤศจิกายน 2558
เดือน ธันวาคม 2559
เดือน ธันวาคม 2558

 

2

1

มาร์ชสรรพาวุธ

                                                        คำร้อง / ทำนอง  :พลตรีหญิง  อรุณพร  พิธานสมบัติ  ( กรมสรรพาวุธทหารบก )
                                                        เรียบเรียงเสียงประสาน : ร้อยเอก สุระชัย  ถวิลไพร     ( กองดุริยางค์ทหารบก  )
                                                        ขับร้อง  : คณะนักร้อง  กองดุริยางค์ทหารบก

 

                                                   ( วอลซ์ )            นับศตวรรษเนิ่นนาน                   หน่วยงานของเรานี้
                                                                   องค์พระภูบดินทร์                               สยามินทร์ทรงสถาปนา
                                                                   สมญาเหล่าสรรพาวุธ                          แกร่งประดุจเหล็กกล้านั้น
                                                                   เราพร้อมใจกัน                                  ร่วมสร้างสรรค์ความวัฒนา

                                                   ( มาร์ช )           เหล่าทหารสรรพาวุธสุดสง่า           เราแกร่งกล้าไม่เป็นรองใคร
                                                                   ผลิตอาวุธกระสุนส่งออกไป                  ดำรงไว้ซึ่งอำนาจแห่งการยิง
                                                                   อีกทั้งความแคล่วคล่องในการรบ           เพื่อสยบศัตรูให้สูญสิ้น
                                                                   เราซ่อมบำรุงยุทโธปกรณ์เป็นอาจิณ       สมรภูมิทั่วแผ่นดิน...ต้องมีเรา

                                                                          เหล่าทหารสรรพาวุธสุดสง่า           เราแกร่งกล้าไม่เป็นรองใคร
                                                                   ทำลายล้างวัตถุระเบิดทั่วไทย               ธำรงไว้ความสงบของแผ่นดิน
                                                                   อีกทั้งความปลอดภัยในชีวิต                 มุ่งสถิตย์ความดีมิรู้สิ้น
                                                                   แม้จะต้องเสี่ยงตายวายชีวิน                 แต่เราไม่สิ้น...ความพยายาม

                                                                            เหล่าทหารสรรพาวุธสุดสง่า         เราแกร่งกล้าไม่เป็นรองใคร
                                                                   ซ่อมสร้างยุทโธปกรณ์ทัพบกไทย           พัฒนาอาวุธใหม่อย่างมั่นคง
                                                                   เสริมสร้างความแคล่วคล่องในการรบ      เพื่อสยบศัตรูให้สูญสิ้น
                                                                   เราส่งกำลังยุทโธปกรณ์เป็นอาจิน           ทั่วแผ่นดินรู้จักนาม...แห่งชาวเรา

 

{mp3}ord{/mp3}

 

20120210163134hvUh 

     พื้นที่มุมรั้วเชิงสะพานแดงภายในกรมสรรพาวุธทหารบก เป็นที่ตั้งของอาคารสูงสองชั้นลักษณะคล้ายโรงทหารแบบเก่า เมื่อเข้าไปก็จะพบกับอาวุธรูปแบบต่าง ๆ ที่มีความหลากหลาย กล่าวเช่นนี้อาจไม่น่าแปลกใจนักเพราะที่นี่คือ อาคารพิพิธภัณฑ์ทหารสรรพาวุธกรมสรรพาวุธทหารบก แต่สิ่งที่น่าสนใจคืออาวุธที่ชุมนุมอยู่ในอาคารหลังนี้ ล้วนเป็นอาวุธที่ได้เดินทางผ่านประวัติศาสตร์อันยาวนาน เป็นหลักฐาน
ที่บอกให้เราได้ทราบถึงเรื่องราวการพัฒนาของอาวุธในอดีตได้ โอกาสนี้จึงขอพาทุกท่านเข้าเยี่ยมชมภายในอาคารเพื่อเป็นตัวอย่างให้ได้เห็นว่ามีอะไรบ้างที่อยู่ภายใน ณ พิพิธภัณฑ์ทหารสรรพาวุธ แห่งนี้


 

mu1

อาวุธฟันแทง
      
เมื่อเข้ามาภายในพิพิธภัณฑ์ทหารสรรพาวุธแล้ว อาวุธกลุ่มแรกที่จะได้พบ คือ อาวุธฟันแทงแบบต่าง ๆ ซึ่งนับเป็นอาวุธประจำกายที่มีความสำคัญ และมีบทบาทในการสงครามมายาวนาน จนกระทั่งเมื่อมีการใช้ปืนไฟขนาดเล็กอย่างแพร่หลายมากขึ้นเรื่อย ๆ อาวุธฟันแทงจึงค่อย ๆ หมดบทบาทในการสู้รบลงไปอาวุธฟันแทง มีรูปแบบที่หลากหลายแตกต่างไปตามวัตถุประสงค์การใช้ ทั้งฟัน แทงฟาด และตี โดยมากจะเลือกตามความถนัดของแต่ละบุคคล และด้วยเป็นอาวุธที่ใช้ในการรบระยะประชิด ขั้นตะลุมบอนหรือประจัญบาน อานุภาพของอาวุธฟันแทงจึงขึ้นอยู่กับพละกำลังความชำนาญ เชี่ยวชาญ และหาญกล้าของผู้ใช้เป็นสำคัญในประเทศไทย พบหลักฐานการใช้อาวุธฟันแทงมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ เมื่อเริ่มมีการนำโลหะมาใช้ทำเครื่องมือต่าง ๆ เช่น ใบหอก หรือใบมีดสำริด ใบขวานเหล็ก และเริ่มมีรูปแบบมากขึ้นในสมัยประวัติศาสตร์ เมื่อมีการจัดตั้งกองทัพอาวุธฟันแทงจึงเป็นอาวุธประจำกายทหารเรื่อยมาจนถึงต้นสมัยรัตนโกสินทร์ แม้ว่าจะเริ่มมีการใช้ปืนไฟขนาดเล็กแล้วก็ตาม จวบจนกระทั่งรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งการพัฒนาประเทศหลาย ๆ ด้านรวมทั้งด้านการทหารและการสรรพาวุธ มีการสั่งซื้อปืนเล็กแบบใหม่ ๆ เข้ามาประจำการในกองทัพมากขึ้นเรื่อย ๆ อาวุธฟันแทงจึงไม่ได้เป็นอาวุธประจำกายทหารสำหรับทำการรบอีกต่อไป แต่ยังคงมีความสำคัญในการเป็นเครื่องหมายแสดงฐานะยศ และเป็นเครื่องประกอบในพระราชพิธีต่าง ๆอาวุธฟันแทงที่ปรากฏว่ามีใช้ในประเทศไทยได้แก่ ดาบ กระบี่ กั้นหยั่น ทวน หอก ง้าว ของ้าวโตมร แหลน หลาว ตะบอง พลอง พร้า และมีดสำหรับในพิพิธภัณฑ์ทหารสรรพาวุธนั้น มีอาวุธฟันแทงอยู่จำนวนหนึ่งซึ่งมีรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป ดังนี้
    อาวุธด้ามยาว   เป็นอาวุธที่มีส่วนประกอบสำคัญ 2 ส่วน คือ  ส่วนตัวใบของอาวุธ และ ส่วนด้าม โดยทั่วไปมักใช้บนหลังม้าหรือหลังช้าง แต่ก็มีบางส่วนที่ใช้เป็นอาวุธประจำกายของทหารพลเดินเท้าด้วยเช่นเดียวกันโดยมีรูปแบบต่าง ๆ ที่น่าสนใจดังนี้
       หอก  เป็นอาวุธใช้แทงสำหรับทหารราบหรือพลเดินเท้า แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ตัวหอกหรือใบหอก ทำด้วยเหล็กกล้า คันหอกทำด้วยไม้ หวายหรือเหล็ก มักมีน้ำหนักรวมไม่เกิน 2.2 กิโลกรัมมีความยาวตั้งแต่ 2 เมตร ขึ้นไป ศูนย์กลางน้ำหนักต้องอยู่ชิดกับมือ หอกมี 2 แบบ คือ ชนิดที่มีกระบังและไม่มีกระบัง และมีหลายแบบทั้งตามการใช้และลักษณะ เช่น หอกซัด หอกทรงพระขรรค์ หอกใบข้าวหอกใบพายและแบบที่สร้างให้มีลักษณะพิเศษโดยเฉพาะ 
       ทวน  มีลักษณะเช่นเดียวกับหอกที่ไม่มีกระบัง มีสายหนังพันด้ามเพื่อใช้ในการจับ เป็นอาวุธที่มีความคล่องตัวในการใช้มากกว่าหอก ใช้ได้ทั้งบนหลังช้าง หลังม้า และพื้นราบ แต่มักใช้เป็นอาวุธสำหรับทหารม้าเป็นส่วนใหญ่ ทวนจะมีพู่ขนสัตว์ผูกไว้เป็นพวงตรงคอทวน โดยมากจะเป็นขนจามรีซึ่งถือเป็นสัตว์มงคล

mu2

(บน) ทวนด้ามหวาย ยาว 2.30 เมตร  (ล่าง) หอกด้ามไม้รวกแบบไม่มีกระบัง ยาว 2.30 เมตร

      ง้าว มีลักษณะเหมือนกับดาบด้ามยาวใช้สำหรับฟันและแทง ด้วยด้ามที่ยาวมากจึงต้องจับด้วยสองมือ และใช้ประโยชน์จากแรงเหวี่ยง ทำให้สามารถฟันได้ไกลและรุนแรงกว่าดาบ เป็นอาวุธที่ใช้ต่อสู้ได้ทั้งบนพื้นดินและหลังช้าง ประกอบด้วยตัวง้าว (ส่วนใบดาบ) กระบัง และคันง้าวหรือด้ามง้าวหากมีขอติดที่โคนตัวง้าวจะเรียกว่า ของ้าว ซึ่งใช้บนหลังช้างเท่านั้น
mu3

ง้าวด้ามไม้ ยาว 2.30 เมตร